•  คนตาเหล่ มองเห็นโลกแบบไหน ?

 

 

เมื่อไม่นานมานี้ ขิงบังเอิญเลื่อนผ่านหน้า Feed ของ Facebook แล้วไปเห็นคำถามหนึ่งในกลุ่มเกี่ยวกับการมองเห็น มีคนถามไว้ว่า

 

               “ ในมุมมองของคนตาเหล่ เขามองเห็นภาพแบบไหนกันครับ ? ”

 

ในฐานะทัศนมาตรวิชาชีพ คำถามสั้น ๆ นี้กลับเป็นคำถามที่น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนสิ่งที่หลายคนสงสัย แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำความเข้าใจ

บทความนี้จึงถูกเขียนขึ้น เพื่อพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า คนที่มีภาวะตาเหล่ (Strabismus) มองเห็นโลกแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไร สมองและดวงตาของพวกเขาทำงานแบบไหน และทำไมบางคนถึงเห็นภาพซ้อน แต่บางคนกลับไม่รู้สึกอะไรเลย

เอาเป็นว่า… เรามาเริ่มกันทีละขั้นแบบสนุก ๆ และเข้าใจง่ายไปพร้อมๆกัน

 

 

• ตาเหล่ คืออะไร ?

 

ตาเหล่ หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Strabismus คือภาวะที่ตาทั้งสองข้างไม่สามารถมองไปยังวัตถุเดียวกันได้พร้อมกัน

ตาข้างหนึ่งอาจเหล่เข้า เหล่ออก เหล่ขึ้น หรือเหล่ลง ขณะที่อีกข้างยังมองตรงตามปกติ

บางคนเป็นมาตั้งแต่กำเนิด ขณะที่บางคนเกิดขึ้นภายหลังจากโรคทางระบบประสาท อุบัติเหตุ หรือการบาดเจ็บที่ศีรษะ

 

โดยภาวะตาเหล่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. Tropia

คือ “ตาเหล่จริง” ที่สามารถสังเกตเห็นได้แม้ลืมตาทั้งสองข้างอยู่ เพราะระบบ Fusion หรือความสามารถของสมองในการรวมภาพจากตาทั้งสองข้างให้เป็นภาพเดียวทำงานล้มเหลว

ผลคือแนวตาทั้งสองข้างจะไม่ตรงกันอย่างชัดเจน

2. Phoria

คือภาวะที่ “ตาอยากจะเหล่” แต่ระบบ Fusion ของสมองยังแข็งแรงพอที่จะดึงตาให้ตรงไว้ได้

ในชีวิตประจำวันคนกลุ่มนี้อาจดูเหมือนตาปกติ แต่เมื่อมีการปิดตาข้างหนึ่ง หรือใช้สายตานานจนระบบเริ่มล้า ตาจะเริ่มเบนออกให้เห็น

ถ้าจะให้นึกภาพง่าย ๆ มันเหมือนคนที่เดินเอียงไปทางซ้ายอยู่ตลอดเวลา แต่กล้ามเนื้ออีกฝั่งคอยออกแรงพยุงไว้จนดูเหมือนเดินตรง

เมื่อเหนื่อยมากพอ หรือแรงพยุงเริ่มหมด ร่างกายก็จะเริ่มเอียงให้เห็นอย่างชัดเจน

 

 

• ก่อนจะเข้าใจ “คนตาเหล่เห็นอะไร” ต้องเข้าใจก่อนว่า “ตาปกติมองเห็นอย่างไร”

 

ดวงตาของเราทั้งสองข้างมีกล้ามเนื้อข้างละ 6 มัด ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตาในทุกทิศทาง เปรียบได้กับกล้องถ่ายรูปที่มีมอเตอร์ควบคุมทิศทางอย่างแม่นยำ

สิ่งที่ทำให้ระบบการมองเห็นของมนุษย์พิเศษ คือดวงตาทั้งสองข้างสามารถหันไปยังวัตถุเดียวกันพร้อมกันได้ ทำให้ภาพจากตาซ้ายและตาขวาถูกส่งไปยังสมองและรวมเป็น “ภาพเดียว”

เมื่อสมองได้รับภาพจากสองมุมมองที่แตกต่างกันเล็กน้อย มันจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาคำนวณเป็น “ความลึก” ทำให้เรารับรู้ระยะใกล้-ไกลได้อย่างแม่นยำ

เช่น  รู้ว่าแก้วน้ำอยู่ห่างออกไปกี่เซนติเมตร , ประเมินได้ว่าลูกบอลกำลังพุ่งเข้ามาใกล้แค่ไหน หรือสามารถหยิบของชิ้นเล็ก ๆ ได้โดยไม่พลาด

 

กระบวนการที่สมองรวมภาพจากตาทั้งสองข้างให้เป็นภาพเดียวนี้ เรียกว่า Binocular Fusion

และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือความสามารถในการมองเห็นภาพสามมิติ หรือ Stereopsis นั่นเอง

 

 

#กิจกรรมพักเบรกเล็กๆ

อยากชวนทุกคนลองทำกิจกรรมง่าย ๆ สั้น ๆ ดูนะคะ

ลองปิดตาข้างหนึ่ง แล้วหยิบของชิ้นเล็ก ๆ บนโต๊ะดู เช่น ปากกา เหรียญ หรือฝาขวดน้ำ หลายคนจะเริ่มรู้สึกทันทีว่า “การกะระยะมันยากขึ้น” แม้จะยังมองเห็นอยู่ก็ตาม

นั่นคือประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่คนตาเหล่บางคนต้องเผชิญอยู่ทุกวัน

 

 

• เมื่อตาไม่ตรงกัน สมองเห็นอะไร ?

 

เมื่อดวงตาทั้งสองข้างไม่ได้มองไปยังจุดเดียวกัน ภาพจากตาแต่ละข้างจะตกลงบนตำแหน่งที่ไม่ตรงกันบนจอรับภาพของตา

สมองจึงได้รับ “ข้อมูลสองชุดที่ขัดแย้งกัน” พร้อมกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ “ภาพซ้อน” หรือความสับสนในการมองเห็น

ลองนึกภาพว่าเรากำลังดูหนัง แต่มีโปรเจกเตอร์สองตัวฉายภาพไม่ตรงตำแหน่งกันตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่สมองของคนตาเหล่บางคนต้องรับมืออยู่ทุกวินาที

เพราะตาทั้งสองข้างกำลังส่งภาพที่ไม่ตรงกันเข้าสู่สมองพร้อมกัน

 

 

► ภาพซ้อน (Diplopia)

 

ในผู้ใหญ่ที่เพิ่งเกิดตาเหล่ในภายหลัง เช่น หลังเส้นเลือดในสมองตีบ เลือดออกในสมอง หรืออุบัติเหตุที่กระทบต่อเส้นประสาทควบคุมกล้ามเนื้อตา มักมีอาการสำคัญคือ “เห็นภาพซ้อน” ทันที เพราะสมองของผู้ใหญ่เคยชินกับการรับภาพจากตาทั้งสองข้างที่ตรงกันมาตลอดชีวิต จึงไม่สามารถปรับตัวกับสัญญาณที่ขัดแย้งกันได้ทัน

แต่ในเด็กเล็กที่มีตาเหล่ตั้งแต่อายุยังน้อย หลายคนกลับไม่รู้สึกว่ามองเห็นภาพซ้อนเลย

สาเหตุคือสมองเด็กมีความยืดหยุ่นสูงมาก จึงเรียนรู้ที่จะปรับตัวด้วยกลไกสำคัญ 2 แบบ คือ

  1. Suppression
  2. ARC (Abnormal Retinal Correspondence)

 

• Suppression คืออะไร ?

 

Suppression คือกลไกที่สมอง “ปิดกั้น” สัญญาณภาพจากตาข้างที่เหล่ออกไป เพื่อลดความสับสนและป้องกันไม่ให้เกิดภาพซ้อน

สำคัญคือ สมองไม่ได้ทำให้ตาข้างนั้น “บอด” แต่เป็นการเลือกที่จะ “ไม่ประมวลผล” ข้อมูลจากตาข้างนั้นเมื่อใช้ตาทั้งสองข้างพร้อมกัน

บริเวณที่ถูกปิดกั้นนี้เรียกว่า Scotoma หรือ “จุดบอด” ที่สมองสร้างขึ้นมาเอง

หากปิดตาข้างดี แล้วทดสอบตาข้างที่เหล่เพียงข้างเดียว หลายคนยังสามารถมองเห็นได้ตามปกติ

แต่เมื่อเปิดตาทั้งสองข้างพร้อมกัน สมองจะเลือกปิดข้อมูลจากตาข้างนั้นทันที

ผลเสียระยะยาวของ Suppression โดยเฉพาะในเด็ก คือหากสมองกดสัญญาณจากตาข้างนั้นนานเกินไป เส้นทางประสาทการมองเห็นของตาข้างดังกล่าวจะไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่

สุดท้ายอาจนำไปสู่ภาวะ “ตาขี้เกียจ” หรือ Amblyopia ได้

 

• ARC (Abnormal Retinal Correspondence)

 

ในคนปกติ จุดรับภาพชัดที่สุดของตาทั้งสองข้าง หรือ Fovea จะถูกสมองตั้งค่าให้เป็น “ตำแหน่งเดียวกัน” เรียกว่า Normal Retinal Correspondence

แต่เมื่อเด็กมีภาวะตาเหล่ตั้งแต่เล็ก ภาพจากตาทั้งสองข้างจะไม่ตกลงบนตำแหน่งเดียวกันอีกต่อไป

สมองเด็กจึงค่อย ๆ “รีแมป” ระบบใหม่ โดยเลือกจุดอื่นบนจอรับภาพของตาข้างที่เหล่มาเชื่อมโยงแทน Fovea ของตาข้างปกติ

ผลคือ แม้ตาจะยังเหล่อยู่ เด็กก็ยังสามารถรับรู้เป็นภาพเดียวได้ มักเกิดขึ้นได้เฉพาะในช่วง Critical Period ของพัฒนาการการมองเห็นเท่านั้น

ผู้ใหญ่ที่เพิ่งเกิดตาเหล่ภายหลังจึงมักไม่มี ARC เพราะสมองไม่สามารถปรับแผนที่การมองเห็นใหม่ได้แล้ว

 

 

• สิ่งที่คนตาเหล่มองไม่เห็นเหมือนคนทั่วไป

 

1. การมองเห็นความลึกแบบสองตา (Binocular Depth Perception / Stereopsis)

ในคนปกติ ดวงตาทั้งสองข้างจะมองวัตถุเดียวกันจากมุมที่ต่างกันเล็กน้อย แล้วสมองจะนำภาพทั้งสองมารวมกันเป็นภาพสามมิติ

แต่ในคนตาเหล่ กระบวนการนี้จะหยุดชะงักลง ซึ่งมีความเข้าใจผิดที่พบบ่อยว่า “คนตาเหล่ไม่มีการรับรู้ความลึกเลย” ซึ่งจริงเพียงบางส่วน

เพราะแม้คนตาเหล่จะไม่มี Binocular Depth Perception แต่ยังสามารถใช้ Monocular Cues หรือสัญญาณจากตาข้างเดียวในการกะระยะได้ เช่น

วัตถุใกล้บังวัตถุไกล  ขนาดของวัตถุ  จึงยังพอใช้ชีวิตประจำวันได้ แม้จะไม่สามารถรับรู้โลกแบบสามมิติได้สมบูรณ์เหมือนคนทั่วไป

ผลกระทบที่พบ เช่น เล่นกีฬาที่ต้องกะระยะได้ยากขึ้น รับลูกบอลพลาดง่าย เดินสะดุดหรืองุ่มง่ามมากขึ้น  หรือขับรถหรือจอดรถกะระยะยาก

 

 

2. ภาพซ้อน (Double Vision / Diplopia)

เด็กที่มีตาเหล่ตั้งแต่อายุน้อยมักไม่เห็นภาพซ้อน เพราะสมองเรียนรู้ที่จะ “ปิด” ภาพจากตาข้างที่เหล่ออกไป

แต่ในผู้ใหญ่ที่เพิ่งเกิดตาเหล่ สมองยังรับข้อมูลจากทั้งสองตาอยู่ จึงทำให้เกิดภาพซ้อนอย่างชัดเจน

 

3. การมองเห็นสนามภาพซ้อนทับกัน (Visual Confusion)                                                                                                                                                                        

ในคนตาเหล่ เนื่องจากตาข้างที่เหล่ถูกหมุนออก วัตถุอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่มองอยู่จะตกลงบนจุดโฟกัสของตาข้างนั้น ทำให้ตาทั้งสองเห็นภาพคนละอย่างในตำแหน่งเดียวกัน เกิดเป็น "visual confusion" หรือภาพสับสน

 

ในคนตาเหล่ ตาข้างที่เหล่อาจกำลังมองไปยังวัตถุคนละชิ้นกับตาข้างปกติ เช่น ตาข้างที่มองตรงกำลังมอง “แมว” แต่ตาข้างที่เหล่ออกไปกลับมองเห็น “ต้นไม้” อยู่ด้านหลัง

สมองจึงได้รับข้อมูลจากวัตถุสองชนิดในตำแหน่งเดียวกัน เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า Visual Confusion

ภาวะนี้แตกต่างจาก Diplopia ตรงที่

Diplopia = เห็น “วัตถุเดียวกัน” สองตำแหน่ง 

Visual Confusion = เห็น “วัตถุต่างชนิด” ซ้อนกันในตำแหน่งเดียวกัน

 

4. การมองเห็นบางส่วนถูก “ปิด” (Visual Suppression)

เมื่อสมองใช้กลไก Suppression บางครั้งวัตถุบางอย่างจากตาข้างที่เหล่อาจ “หายไป” จากการรับรู้โดยสมบูรณ์

แต่ทันทีที่ปิดตาข้างดี วัตถุเหล่านั้นจะกลับมามองเห็นอีกครั้ง และนี่จึงไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากดวงตาโดยตรง แต่เป็นการเลือกจัดการข้อมูลของสมอง

 

5. ทักษะบางอย่างในชีวิตประจำวันอาจลดลง

การขาด Binocular Depth Perception ส่งผลต่อกิจกรรมที่ต้องใช้การกะระยะอย่างละเอียด เช่น เดินขึ้นลงบันได รับส่งลูกบอล ร้อยด้ายเข้าเข็ม ขับรถและกะระยะ

หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเอง “งุ่มง่าม” โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับระบบการมองเห็นสองตา

 

• ตาเหล่ในเด็กกับผู้ใหญ่ ต่างกันอย่างไร ?

 

ความแตกต่างสำคัญที่สุด คือ “ความยืดหยุ่นของสมอง”

สมองเด็กยังอยู่ในช่วงพัฒนาการด้านการมองเห็น (Visual Development) จึงสามารถปรับตัวกับภาวะตาเหล่ได้ดี ผ่านกลไกอย่าง Suppression หรือ ARC

แม้ข้อดีคือเด็กอาจไม่เห็นภาพซ้อน แต่ข้อเสียคือหากปล่อยไว้นานเกินไป ตาข้างที่เหล่อาจไม่ได้รับการพัฒนา จนเกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร

ในทางกลับกัน สมองผู้ใหญ่ผ่านช่วงพัฒนาการนี้มาแล้ว จึงไม่สามารถปรับตัวด้วยการ Suppression ได้ง่าย ทำให้มักมีอาการเห็นภาพซ้อนชัดเจน

แต่ข้อดีคือโดยทั่วไปจะไม่เกิดตาขี้เกียจใหม่ในวัยผู้ใหญ่

 

 

ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของพัฒนาการการมองเห็นคือช่วงแรกเกิดจนถึงประมาณ 7 ปี

หากตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่ในช่วงนี้ โอกาสที่ระบบการมองเห็นจะพัฒนาใกล้เคียงปกติมีสูงมาก

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ Optometrist และจักษุแพทย์มักแนะนำให้เด็กเข้ารับการตรวจสายตาตั้งแต่อายุยังน้อย

 

.

 

สำหรับบทความนี้ ขิงอยากขอบคุณเจ้าของคำถามบน Facebook ท่านนั้นมาก ๆ เพราะคำถามธรรมดาเพียงประโยคเดียว กลับเป็นจุดเริ่มต้นของบทความที่ช่วยให้หลายคนเข้าใจโลกการมองเห็นของผู้ที่มีภาวะตาเหล่มากขึ้น

จริง ๆ แล้ว “การมองเห็น” ไม่ได้มีแค่เรื่องความชัด แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันของสมอง กล้ามเนื้อตา ระบบประสาท และพัฒนาการตั้งแต่วัยเด็กอีกด้วย

และบางครั้ง คนที่ดูเหมือน “มองเห็นปกติ” ก็อาจกำลังใช้สมองอย่างหนักเพื่อชดเชยปัญหาที่ซ่อนอยู่ตลอดเวลา

ในบทความถัดไป ขิงจะพาทุกคนไปต่อในเรื่องของ “แนวทางการรักษาและการฟื้นฟูในคนตาเหล่” ว่าปัจจุบันมีวิธีใดบ้าง ทั้งในแง่ของแว่น Prism, Vision Therapy รวมถึงการผ่าตัด

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งกับบุคคลทั่วไป ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา รวมถึงบุคลากรทางด้านสายตาทุกท่านนะคะ

ขอขอบคุณทุกท่านที่ที่ติดตามและสนับสนุน Vorada Optometry เสมอมา

แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะคะ  :)

 

Content by Worada Saraburin , O.D.